“เก่งแล้ว ต้องใจดีกับคนอื่นให้เป็นด้วยนะ”

“เก่งแล้ว ต้องใจดีกับคนอื่นให้เป็นด้วยนะ”
รู้จักด้านมืดของ ‘self-control’ ที่ทำให้เรากลายเป็นคนที่แย่ลง
ทำไมบางคนดูธรรมะ ธัมโม แต่ชอบพูดจาดูถูกคนอื่น
ทำไมคนเก่งหลายคน ขาดความเห็นอกเห็นใจผู้คนรอบข้าง
ทำไมเพื่อนบางคนที่ประสบความสำเร็จ กลับดูมีความสุขน้อยกว่าที่คิด

สล็อต xo

การฝึกควบคุมตัวเองหรือ ‘self-control’ เป็นหนึ่งในวิธีคิดสำคัญที่จะทำให้คุณก้าวหน้ามากขึ้น เก่งขึ้น ทั้งในพาร์ตของการใช้ชีวิตและการทำงาน เรามักจะเห็นบทความฮาวทูเกี่ยวกับการฝึกลูกๆ ให้มี ‘self-control’ ตั้งแต่เด็ก เพราะถ้าพวกเขามีทักษะควบคุมตัวเองได้ดีแล้ว นั่นหมายความว่า ต่อไประเบียบวินัย การควบคุมอารมณ์ ความรู้สึกยับยั้งช่างใจ เรียนรู้ที่จะอดทน-รอคอยให้เป็นก็จะติดตัวจนถึงวันที่โตไปผู้ใหญ่ด้วย
ซึ่งการควบคุมตัวเองในที่นี้ยังครอบคลุมไปถึงการกิน การออกกำลังกาย เข้านอนพักผ่อนให้เป็นเวลา เราจะกลายเป็นคนที่มีระเบียบแบบแผนทุกมิติของชีวิตเลยก็ว่าได้
ฟังดูแล้วก็เหมือนจะเป็นเรื่องที่ดีใช่ไหมคะ? แต่ทว่า ภายใต้การควบคุมตัวเองได้แบบนี้กลับมีงานวิจัยหลายชิ้นที่ชี้ให้เห็นตรงกันว่า คนที่มีทักษะ ‘self-control’ สูง และมักจะได้รับการยกย่องชื่นชมจากคนรอบข้างถึงความเก่งและมีระเบียบวินัยก็อาจจะไม่ใช่เรื่องดีเสมอไป บางครั้งพวกเขาก็มีแนวโน้มที่จะกลายเป็นคนเห็นแก่ตัว ขาดพร่องซึ่งความเห็นอกเห็นใจให้กับคนรอบข้าง เล็งเห็นเพียงเป้าหมายข้างหน้า และพร้อมที่จะก้าวข้ามความเป็นมนุษย์ เพื่อไปสู่ความถูกต้องที่ไม่อาจยืดหยุ่นได้

xoslot

โลรองต์ เบิร์ก นักพฤติกรรมศาสตร์อธิบายถึงปรากฏการณ์จากการเซ็ตการทดลองขึ้นมาในรายการเกมโชว์ ที่กรุงปารีส ประเทศฝรั่งเศส โดยมีการสุ่มผู้เล่นขึ้นมา 80 คน แบ่งคนออกเป็นสองกลุ่ม กลุ่มแรกรับหน้าที่เป็นผู้ถามคำถาม อีกกลุ่มต้องตอบคำถาม และหากตอบผิดบทลงโทษที่พวกเขาจะได้รับก็คือ ต้องถูกช็อตด้วยไฟฟ้าที่จุแรงดันไฟฟ้าไว้มากกว่าสองเท่าของจำนวนวัตต์ไฟฟ้าที่มีการใช้ตามครัวเรือน
ซึ่งการจำลองสถานการณ์ครั้งนี้ ทางรายการได้แจ้งไปยังผู้เข้าร่วมทั้ง 80 คนแล้วด้วยว่า ไม่มีเงินรางวัลให้นะ เพราะนี่เป็นเพียงการแสดงนำร่องเท่านั้น
แต่ผลปรากฏว่า มีผู้เข้าร่วมเกมโชว์ตอบคำถามผิด และผู้ถามจำนวนหนึ่งก็ยืนยันที่จะทำตามบทลงโทษดังกล่าวกับอีกฝ่าย ยิ่งไปกว่านั้น เบิร์กพบว่า ฝ่ายผู้ถามที่เลือกจะลงโทษด้วยการช็อตไฟฟ้ากลับเป็นกลุ่มคนที่ได้รับการทดสอบแล้วว่า มีคะแนนด้านมโนธรรมสำนึกสูงสุด แม้ว่าก่อนที่จะจับไฟฟ้าช็อตลงไป อีกฝ่ายจะกรีดร้องขอความเห็นใจอย่างต่อเนื่อง แต่พวกเขาก็ยังยืนที่จะทำตามกติกานั้นปราศจากความเห็นอกเห็นใจ หรือการชั่งน้ำหนักถึงความถูกต้องเป็นธรรมในมุมของความเป็นมนุษย์ โดยยังคงยึดในหลักกติกาอย่างถึงที่สุด
โชคดีค่ะ ที่การทดสอบนี้ไม่ได้มีประจุไฟฟ้าอยู่จริงๆ เบิร์กอธิบายผลสรุปปรากฏการณ์นี้ต่อว่า “คนที่คุ้นเคยกับการเป็นที่ยอมรับ มีระเบียบ และมีความสัมพันธ์กับผู้คนในสังคมเป็นอย่างดีรู้สึกว่า การไม่เชื่อฟังทำได้ยากกว่า”
นั่นหมายความว่า แม้นัยหนึ่งการมี ‘self-control’ จะมีข้อดีของมันอยู่บ้าง แต่ในด้านที่ขาดความยืดหยุ่นแล้วมันอาจกลายเป็นลักษณะนิสัยที่บ่อนเซาะทำลายคนอื่นๆ ที่ต้องมีปฏิสัมพันธ์ร่วมกับเราไปเลยก็ได้ นักวิทยาศาสตร์มองว่า การเสริมสร้าง ‘self-control’ เปรียบได้กับการมี ‘moral muscle’ หรือกล้ามเนื้อทางศีลธรรม เพราะพวกเขามักจะทำได้ดีเสมอๆ ตั้งแต่การเรียน ใช้ชีวิตแบบเฮลตี้ กินแต่อาหารที่มีประโยชน์ ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ และน้อยมากที่จะหันไปพึ่งแอลกอฮอล์หรือยาเสพติด

เครดิตฟรี

ดำดิ่งไปกว่านั้น คนที่มีภาวะ ‘self-control’ เข้มข้นมากๆ หากวันหนึ่ง พวกเขาเผลอทำพลาดไปก็ยากมากที่จะยอมรับความผิดที่เกิดขึ้น ไม่ว่าจะเป็นการขับขี่รถที่เกิดจากความประมาท หรือการโกงข้อสอบ ถ้าเทียบกันระหว่างคนที่มี ‘self-control’ ต่ำจะพบว่า คนกลุ่มหลังมีแนวโน้มที่จะยอมรับผิด มากกว่าคนที่มีทักษะการควบคุมตัวเองสูง
[NPC5]นักจิตวิทยาบอกว่า คนกลุ่มนี้ยึดบรรทัดฐานทางสังคมเป็นเหมือนไม้บรรทัดของชีวิต ที่พวกเขามองว่า ไม่ว่ายังไงก็ห้ามทำผิดแผกไปจากนี้เด็ดขาด หรือหากพลาดก็จะรู้สึกว่า ถ้ายอมรับผิดไปต้องมีผลกระทบกับชื่อเสียงของตัวเองมากแน่ๆ
ทั้งหมดทั้งมวลที่ว่ามานี้ ยังนำไปสู่การเกิดขึ้นของ ‘toxic workplace’ หรือออฟฟิศที่เป็นพิษได้ด้วยค่ะ นักจิตวิทยาตั้งข้อสันนิษฐานว่า คนที่มีภาวะควบคุมตัวเองได้สูง มีแนวโน้มที่จะตัดสินใจด้วยความรู้สึกที่ไร้ซึ่งความเห็นอกเห็นใจต่อเพื่อนร่วมงาน ถ้าพวกเขารู้สึกว่า กำลังโดนคุกคามทางอำนาจ การแข่งขันเพื่อจะช่วงชิงอำนาจคืนมาให้ได้ก็เป็นสิ่งที่พร้อมจะปะทะ หรือถ้าทำไปแล้วต้องมีคนได้รับผลกระทบพวกเขาก็จะมองว่า มันคือความถูกต้อง พวกเขาจะไม่หลีกเลี่ยงการเผชิญหน้าแน่นอน

slotxo

พอลองกางดูแบบนี้เลยทำให้เราเข้าใจการกระทำของผู้คนที่ตั้งตัวว่า ตนเองเป็นคนดี ปฏิบัติตามกฎได้อย่างเคร่งครัดได้เลยว่า นั่นเพราะลึกๆ เขาอาจไม่เคยมองว่าตัวเองกำลังทำผิดอยู่ (จะไปผิดได้ยังไงล่ะ ก็กฎมันระบุไว้แบบนี้ชัดๆ)
หารู้ไม่ว่า นอกจากความถูกต้องตามหลักการที่อ้างถึงแล้ว ความชอบธรรมและการตั้งตรงต่อมนุษยธรรมก็ไม่ได้มีความสำคัญลดหลั่นไปกว่ากันเลย
หัวใจสำคัญของการมีสติควบคุมตัวเองจึงไม่ได้เป็นเพียงการปฏิบัติตามกรอบหรือบรรทัดฐานทางสังคมอย่างโดดๆ แต่เป็นการสอดประสานให้กลมกลืนไปกับการอยู่ร่วมในสังคม เห็นอกเห็นใจคนอื่นให้เป็น และคิดถึงผลกระทบที่อาจจะเกิดกับคนนอกวงล้อมเราด้วย